รอยร้าวอิหร่าน–อิสราเอล–สหรัฐฯ ปมเก่าที่นำสู่สงครามยุคปัจจุบัน

รอยร้าวอิหร่าน–อิสราเอล–สหรัฐฯ ปมเก่าที่นำสู่สงครามยุคปัจจุบัน

ความขัดแย้งระหว่าง Iran Israel และ United States เป็นหนึ่งในปมภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนและยืดเยื้อที่สุดของโลกยุคใหม่

เริ่มต้นต้องย้อนไปไกลกว่าวิกฤตปัจจุบันหลายทศวรรษ เพราะทั้งสามประเทศไม่ได้เป็นศัตรูกันมาโดยตลอด ตรงกันข้าม ในช่วงก่อนปี 1979 อิหร่านเคยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐและมีความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กับอิสราเอล ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ Mohammad Reza Pahlavi อิหร่านถูกมองว่าเป็นเสาหลักของอิทธิพลตะวันตกในตะวันออกกลาง เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ และเป็นกำแพงสกัดอิทธิพลโซเวียตในยุคสงครามเย็น

ทุกอย่างเปลี่ยนไปในปี 1979 เมื่อการปฏิวัติอิสลามนำโดย Ruhollah Khomeini โค่นล้มราชวงศ์และสถาปนาสาธารณรัฐอิสลาม รัฐบาลใหม่ประกาศจุดยืนต่อต้านสหรัฐและไม่ยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอล วิกฤตตัวประกันที่สถานทูตสหรัฐในกรุง Tehran ซึ่งยืดเยื้อนานกว่า 400 วัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันแตกหักอย่างสิ้นเชิง และเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับอิสราเอล การเปลี่ยนแปลงในอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางการทูต แต่คือภัยคุกคามด้านความมั่นคง รัฐบาลอิหร่านประกาศสนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ และให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธอย่าง Hezbollah ในเลบานอน และ Hamas ในฉนวนกาซา สิ่งนี้ทำให้อิสราเอลมองว่าอิหร่านกำลังสร้างแนวรบล้อมรอบตนเองผ่าน “สงครามตัวแทน” แม้ทั้งสองประเทศจะไม่ได้ประกาศสงครามต่อกันโดยตรง แต่การโจมตีทางไซเบอร์ การลอบสังหาร และการโจมตีทางอากาศในซีเรียเกิดขึ้นเป็นระยะ จนถูกเรียกว่าเป็น “สงครามเงา”

อีกประเด็นสำคัญที่ทำให้ความตึงเครียดทวีความรุนแรงคือโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เตหะรานยืนยันว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อพลังงานและการแพทย์ แต่สหรัฐและอิสราเอลเชื่อว่าอาจเป็นก้าวสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ความพยายามคลี่คลายปัญหานี้นำไปสู่ข้อตกลง Joint Comprehensive Plan of Action ในปี 2015 ซึ่งจำกัดกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านแลกกับการผ่อนคลายคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงอกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) ซึ่งส่งผลให้ความตึงเครียดกับอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และฟื้นมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้น อิหร่านจึงเริ่มเพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอีกครั้ง ทำให้ความไว้วางใจที่เปราะบางพังทลายลง

ในทศวรรษ 2020 ความขัดแย้งเริ่มขยับจากสงครามเงาไปสู่การเผชิญหน้าที่เปิดเผยมากขึ้น การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธผ่านกลุ่มพันธมิตร การตอบโต้ทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐาน และเหตุการณ์ปะทะในซีเรียและพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ภูมิภาคอยู่ในภาวะตึงเครียดต่อเนื่อง ทุกครั้งที่เกิดการโจมตีครั้งใหญ่ ความกังวลของประชาคมโลกจะพุ่งสูงขึ้น เพราะหากอิหร่านและอิสราเอลเผชิญหน้ากันโดยตรง สหรัฐในฐานะพันธมิตรหลักของอิสราเอลย่อมมีแนวโน้มเข้ามาเกี่ยวข้องทันที

แม้อิหร่านจะถูกโดดเดี่ยวจากโลกตะวันตกผ่านมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงิน แต่ก็ไม่ได้อยู่อย่างไร้พันธมิตรโดยสิ้นเชิง เตหะรานกระชับความสัมพันธ์กับ Russia และ China มากขึ้น เพื่อลดแรงกดดันจากตะวันตกและสร้างดุลอำนาจใหม่ในเวทีโลก ทว่าการเลือกข้างดังกล่าวยิ่งทำให้ความขัดแย้งมีมิติของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเพิ่มเข้ามา

เมื่อมองภาพรวม ความขัดแย้งอิหร่าน–อิสราเอล–สหรัฐฯ จึงไม่ใช่เพียงความบาดหมางทวิภาคี แต่เป็นผลสะสมจากการปฏิวัติอุดมการณ์ การแข่งขันทางศาสนา การแย่งชิงอิทธิพลในตะวันออกกลาง และความหวาดระแวงด้านนิวเคลียร์ที่ยืดเยื้อกว่าสี่ทศวรรษ ปัจจุบันการโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นระยะสะท้อนว่าความตึงเครียดได้ก้าวข้ามจุดของการปะทะลับไปสู่การทดสอบขีดจำกัดกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น และคำถามสำคัญคือ โลกจะสามารถควบคุมไม่ให้ความขัดแย้งนี้ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้หรือไม่ ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบางที่สุดครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 21


แม้ความขัดแย้งระหว่าง Iran Israel และ United States จะยังดำเนินอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่ผลกระทบของมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง เพราะภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคงโลกเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ผลสะเทือนจึงกระจายไปหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยด้วย

ด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก
ตะวันออกกลางเป็นแหล่งน้ำมันหลักของโลก หากความตึงเครียดลุกลามจนกระทบช่องทางขนส่งอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันจะพุ่งทันที ส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก ประเทศที่นำเข้าน้ำมันจำนวนมากอย่างไทยต้องเผชิญต้นทุนพลังงานสูง ค่าไฟและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบค่าครองชีพโดยตรง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นโลกมักผันผวนเพราะนักลงทุนหนีความเสี่ยง เงินไหลเข้าทองคำหรือดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินประเทศเกิดใหม่อ่อนค่า

ด้านเสถียรภาพภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งนี้มีโอกาสดึงประเทศมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น Russia หรือ China ซึ่งอาจใช้โอกาสนี้ต่อรองอำนาจกับตะวันตก โลกจึงเสี่ยงกลับไปสู่การแข่งขันขั้วอำนาจแบบใหม่ ประเทศขนาดกลางและเล็กต้องเดินเกมการทูตอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ถูกกดดันให้เลือกข้าง

ด้านความมั่นคงทางทหาร
หากความขัดแย้งขยายตัว อาจเกิดการแข่งขันสะสมอาวุธในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่รู้สึกไม่มั่นคงอาจเพิ่มงบกลาโหม หรือแม้แต่เร่งพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารของตนเอง สิ่งนี้ทำให้ความตึงเครียดในพื้นที่อื่น เช่น เอเชียตะวันออก หรือยุโรปตะวันออก เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน
สงครามในตะวันออกกลางสามารถกระทบเส้นทางเดินเรือสำคัญในทะเลแดงและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หากการขนส่งหยุดชะงัก ต้นทุนโลจิสติกส์จะสูงขึ้น สินค้าทั่วโลกแพงขึ้น ประเทศผู้ส่งออกอย่างไทยอาจเจอต้นทุนขนส่งสูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น

ด้านสังคมและความมั่นคงภายในประเทศ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมักกระตุ้นความตึงเครียดทางศาสนาและการเมืองในหลายประเทศ โดยเฉพาะในโลกมุสลิมและโลกตะวันตก อาจเกิดการประท้วง การก่อเหตุรุนแรง หรือการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้น ประเทศต่างๆ ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น

ด้านมนุษยธรรมและผู้อพยพ
หากสงครามลุกลาม จะเกิดคลื่นผู้อพยพจำนวนมากเหมือนที่เคยเกิดในซีเรีย ซึ่งกระทบยุโรปโดยตรง และทำให้หลายประเทศต้องรับภาระด้านมนุษยธรรมเพิ่มขึ้น

ด้านไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับไทย ผลกระทบหลักคือราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และการท่องเที่ยว หากความไม่สงบในตะวันออกกลางกระทบการบินระหว่างประเทศหรือความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว รายได้จากท่องเที่ยวอาจลดลง ขณะเดียวกันแรงงานไทยในตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน

โดยสรุป แม้สงครามจะอยู่ห่างไกล แต่โลกที่เชื่อมต่อกันทำให้ผลกระทบกระจายไปทุกภูมิภาค ตั้งแต่ราคาน้ำมันในปั๊ม ไปจนถึงสมดุลอำนาจของมหาอำนาจ และความมั่นคงในประเทศเล็กๆ อย่างไทย สงครามในตะวันออกกลางจึงไม่ใช่เรื่องของภูมิภาคเดียว แต่เป็นเรื่องของโลกทั้งใบที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด